ผมจับพวงมาลัยด้วยความประหม่า ขณะขับรถไปที่บ้านของ Steve เขาจัดปาร์ตี้ให้กับทุกคนที่ทุ่มเททำงานอย่างหนักในโปรเจกต์ Phoenix และ Unicorn โดยเชิญคนจากทั้งฝั่งธุรกิจและ IT ถนนหนทางเต็มไปด้วยน้ำแข็งอย่างผิดปกติ และไม่มีทีท่าว่าจะละลายแม้แดดจะออกติดต่อกันหลายสัปดาห์แล้วก็ตาม มันอันตรายมากเสียจน Paige และผมตัดสินใจฉลองปีใหม่อยู่ที่บ้าน แทนที่จะไปฉลองกับครอบครัวของเธอเหมือนอย่างที่เคยทำทุกปี

มันผ่านมาเดือนกว่าแล้วนับตั้งแต่การประชุมครั้งสุดท้ายกับ Steve และ Sarah หลังจากนั้นเราก็แทบไม่เห็นหน้า Sarah อีกเลย

ขณะที่ขับรถ ผมก็นึกถึงความสงบเงียบที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ผมคอยคาดหวังว่าจะมีใครโทรมาแจ้งเหตุ Sev 1 อีก แต่โทรศัพท์ของผมกลับวางนิ่งอยู่ในที่วางแก้ว เงียบสนิท—เหมือนเมื่อวาน—และวันก่อนหน้าโน้นด้วย

ผมคงพูดไม่ได้ว่าผมคิดถึงความตื่นเต้นพวกนั้น แต่ตอนนี้มีหลายครั้งที่ผมไม่มีอะไรทำเลยจริงๆ

โชคดีที่ตอนนี้ผมกำลังโค้ชผู้จัดการทุกคนผ่านรอบการปรับปรุงงานแบบสองสัปดาห์ตามแนวทาง Improvement Kata ซึ่งช่วยให้ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์จนเกินไป ผมภูมิใจเป็นพิเศษที่ตลอดทั้งเดือน กลุ่มของผมทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือการใช้เวลา 15 เปอร์เซ็นต์ไปกับโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานเชิงป้องกัน (preventive infrastructure) และผลลัพธ์ของมันก็แสดงให้เห็นชัดเจน

เราใช้เงินตามงบประมาณที่ได้รับจัดสรรมาทั้งหมด เรากำลังปิดช่องโหว่ด้านการ Monitoring เราได้ทำการ Refactor หรือเปลี่ยน Artifact ที่เปราะบางที่สุด 10 อันดับแรกเพื่อให้มันเสถียรขึ้น และ Flow ของงานที่วางแผนไว้ก็รวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา สิ่งที่เหนือความคาดหมายของผมคือ ทุกคนกระโจนเข้าใส่โปรเจกต์ Narwhal หรือที่รู้จักกันในชื่อโปรเจกต์ “Simian Army Chaos Monkey” อย่างกระตือรือร้น เช่นเดียวกับตำนานของ Apple Mac OS รุ่นแรกและโครงสร้างพื้นฐานการส่งมอบ Cloud ของ Netflix เราได้ Deploy โค้ดที่จะสร้างความผิดพลาดขนาดใหญ่ขึ้นเป็นประจำ เพื่อสุ่มปิด Process หรือทำลายเซิร์ฟเวอร์ทั้งเครื่องทิ้งไป

แน่นอนว่าผลลัพธ์คือความวุ่นวายโกลาหลตลอดทั้งสัปดาห์ เพราะโครงสร้างพื้นฐานสำหรับทดสอบ และบางครั้งก็รวมถึง Production พังครืนลงมาเหมือนบ้านที่สร้างด้วยไพ่ แต่ในช่วงสัปดาห์ต่อมา เมื่อทีม Development และ IT Operations ทำงานร่วมกันเพื่อให้โค้ดและโครงสร้างพื้นฐานของเรารองรับความผิดพลาด (Resilient) ได้มากขึ้น ในที่สุดเราก็ได้บริการด้าน IT ที่มีความยืดหยุ่น แข็งแกร่ง และทนทานอย่างแท้จริง

John ชอบเรื่องนี้มาก และเริ่มโปรเจกต์ใหม่ที่ชื่อว่า “Evil Chaos Monkey” แทนที่จะสร้างความผิดพลาดในการทำงานใน Production มันกลับพยายามเจาะช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา ส่ง Packet ที่ผิดรูปแบบเข้าไปโจมตีแอปพลิเคชัน พยายามติดตั้ง Backdoor เข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับ และการโจมตีที่ชั่วร้ายรูปแบบอื่นๆ อีกสารพัด

แน่นอนว่า Wes พยายามจะหยุดเรื่องนี้ เขายืนกรานว่าเราควรจัดตารางการทำ Penetration Test (การทดสอบเจาะระบบ) ตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ผมโน้มน้าวเขาว่านี่คือวิธีที่เร็วที่สุดในการทำให้วิถีที่สาม (Third Way) ของ Erik กลายเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เราจำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมที่ตอกย้ำคุณค่าของการยอมรับความเสี่ยงและการเรียนรู้จากความล้มเหลว รวมถึงความจำเป็นในการทำซ้ำและฝึกฝนเพื่อสร้างความเชี่ยวชาญ

ผมไม่ต้องการแค่โปสเตอร์แปะข้างฝาเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย ผมต้องการเห็นการปรับปรุงงานประจำวันของเราปรากฏให้เห็นในที่ที่มันควรอยู่ นั่นคือในงานประจำวันของเราจริงๆ

ทีมของ John พัฒนาเครื่องมือที่ช่วยทำ Stress-test ให้กับทุก Environment ทั้งในส่วนของ Test และ Production ด้วยการกระหน่ำโจมตีอย่างต่อเนื่อง และเหมือนกับตอนที่เราปล่อย Chaos Monkey ออกมาครั้งแรก กว่าครึ่งหนึ่งของเวลาของพวกเขาถูกใช้ไปกับการอุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและทำให้โค้ดแข็งแกร่งขึ้นทันที หลังจากผ่านไปหลายสัปดาห์ เหล่า Developer ต่างก็ภูมิใจในงานของพวกเขาอย่างที่ควรจะเป็น เพราะพวกเขาสามารถรับมือกับการโจมตีทุกรูปแบบที่ทีมของ John กระหน่ำใส่ได้อย่างสำเร็จ

นี่คือความคิดที่แล่นอยู่ในหัวของผมขณะขับรถลัดเลาะไปตามทางเพื่อไปที่บ้านของ Steve พื้นที่อันกว้างขวางถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ บดบังสนามหญ้าที่เคยถูกตกแต่งไว้อย่างประณีตจนหมดสิ้น

เมื่อผมกดกริ่งหน้าบ้านก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมงตามที่ Steve ขอ ผมได้ยินเสียงเห่าดังลั่น ตามมาด้วยเสียงสุนัขตัวใหญ่มากตัวหนึ่งลื่นไถลไปบนพื้นไม้และชนเข้ากับประตู

“เข้ามาสิ Bill ดีใจที่ได้เจอคุณอีกนะ” Steve พูดพลางจับปลอกคอสุนัขไว้ และมืออีกข้างที่ถือไม้เสียบผักก็ผายมือไปทางห้องครัว เมื่อเราไปถึงห้องครัว เขาชี้ไปที่เคาน์เตอร์ตรงหน้าที่มีถังน้ำแข็งใบใหญ่บรรจุขวดน้ำต่างๆ ไว้เต็มถัง “คุณอยากดื่มอะไรไหม? เบียร์? น้ำอัดลม? สกอตช์?” เขาละสายตามองไปรอบๆ แล้วเสริมว่า “หรือมาร์การิต้าดี?”

ผมหยิบเบียร์ออกมาจากถัง ขอบคุณเขา แล้วก็เล่าสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับวันที่ค่อนข้างน่าเบื่อของผมให้เขาฟังขณะที่เขาพาผมเดินไปที่ห้องนั่งเล่น

Steve ยิ้ม “ขอบคุณที่มาเร็ว เรากำลังจะมีไตรมาสที่ทำลายสถิติกัน เราคงทำไม่ได้ถ้าไม่มีคุณและ Chris เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ส่วนแบ่งการตลาดของเราเพิ่มขึ้น! คุณรู้ไหม ผมอยากเห็นหน้าพวกคู่แข่งของเราจริงๆ พวกเขาคงกำลังหัวหมุน พยายามหาคำตอบว่าเราทำมันได้ยังไง”

Steve ยิ้มกว้าง “วันก่อนผมแอบเห็น Dick ยิ้มด้วยนะ เอ่อ อย่างน้อยเขาก็แยกเขี้ยวให้เห็นล่ะนะ โปรเจกต์ Unicorn และโปรเจกต์ใหม่อย่าง Narwhal กำลังช่วยให้เราเข้าใจว่าจริงๆ แล้วลูกค้าต้องการอะไร ขนาดออเดอร์เฉลี่ยของเราเพิ่งทำสถิติสูงสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และ Dick บอกว่า Unicorn เป็นโปรเจกต์ที่คืนทุนได้เร็วที่สุดเท่าที่เราเคยทำมาในความทรงจำล่าสุดเลย”

เขาพูดต่อ “พวกนักวิเคราะห์เริ่มกลับมารักเราอีกครั้ง คนหนึ่งบอกผมเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าถ้าเราทำผลงานได้ดีแบบนี้ต่อไป มันจะเป็นเรื่องยากมากสำหรับคู่แข่งที่ไม่ได้มีการทำงานแบบ Integrate เหมือนเราที่จะตามเราทัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาจะปรับเพิ่มเป้าหมายราคาหุ้นของเรา และในที่สุด Bob ก็ถอนการสนับสนุนเรื่องการแยกบริษัทแล้ว”

“จริงเหรอครับ?” ผมอุทาน เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “ผมนึกว่า Sarah มั่นใจเสียอีกว่าการแยกบริษัทเป็นทางเดียวที่พวกเราจะรอด”

“อ้อ ใช่...” เขาพูด “เธอตัดสินใจไปมองหาทางเลือกอื่นๆ ที่อื่นแล้ว และตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงลางานชั่วคราว (leave of absence)”

ผมอ้าปากค้าง ถ้าผมฟังไม่ผิด นั่นหมายความว่า Sarah กำลังถูกบีบให้ออกจากบริษัททางอ้อม ผมยิ้มออกมา

“จะว่าไป” Steve พูดขึ้น “โปรเจกต์ Narwhal? โปรเจกต์ Unicorn? พวกคุณหาชื่อที่มันดีกว่านี้ไม่ได้แล้วเหรอ?”

ผมหัวเราะ “ไม่มีใครหงุดหงิดเรื่องนี้ไปมากกว่า Maggie แล้วล่ะครับ เธอมั่นใจว่า Product Manager ทุกคนกำลังหัวเราะเยาะเธอ เธอถึงกับบอกสามีว่าถ้าโปรเจกต์หน้าชื่อ ‘Hello Kitty’ เธอจะลาออกแน่ๆ”

เขาหัวเราะ “แต่อย่างที่คุณเดาได้นั่นแหละ ผมไม่ได้ขอให้คุณมาเร็วเพื่อมาวิจารณ์ชื่อโปรเจกต์ของคุณหรอก นั่งลงก่อนสิ”

ขณะที่ผมทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อาร์มแชร์ที่นุ่มสบาย เขาก็เริ่มอธิบาย “เรามีตำแหน่ง CIO ที่ว่างมาหลายเดือนแล้ว คุณเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสัมภาษณ์นั้น คุณคิดยังไงกับผู้สมัครเหล่านั้นบ้างล่ะ?”

“พูดตรงๆ นะครับ ผมผิดหวัง” ผมตอบช้าๆ “พวกเขาทั้งหมดเป็นระดับผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์มากกว่าผมมาก แต่พวกเขามักจะพูดถึงแค่ส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของปัญหา พวกเขาเสนอเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่เราทำสำเร็จไปแล้วในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาที่ Parts Unlimited ผมรู้สึกว่าถ้าพวกเขามารับตำแหน่ง เราจะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะกลับไปสู่วิธีการแย่ๆ แบบเดิมๆ”

“ผมเห็นด้วยกับคุณนะ Bill นั่นคือเหตุผลที่ผมตัดสินใจว่าเราควรเติมเต็มตำแหน่งนี้ด้วยคนในบริษัท คุณมีข้อเสนอไหมว่าเราควรจะเลื่อนตำแหน่งใครดี?”

ผมไล่เรียงรายชื่อผู้สมัครที่น่าจะเป็นไปได้ในหัว มันไม่ใช่รายการที่ยาวนัก “ผมคิดว่า Chris เป็นตัวเลือกที่ชัดเจนที่สุดครับ เขาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์ Unicorn และ Narwhal ถ้าไม่ใช่เพราะความเป็นผู้นำของเขา ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเราคงยังติดแหง็กไปไหนไม่ได้”

เขายิ้ม “คุณรู้ไหม มันตลกดีนะ ทุกคนคิดว่าคุณจะพูดแบบนั้น อย่างไรก็ตาม ผมจะไม่ทำตามคำแนะนำของคุณ”

เขาพูดต่อ “เรื่องนี้ต้องใช้เวลาอธิบายสักหน่อย คุณคือตัวเลือกที่เป็นเอกฉันท์ของทุกคนที่จะได้เป็น CIO แต่เพื่อความซื่อสัตย์แบบสุดๆ ผมไม่อยากให้คุณอยู่ตรงนั้น”

เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูเครียดอย่างเห็นได้ชัดของผม เขาก็พูดว่า “เฮ้ ใจเย็นๆ ให้ผมอธิบายก่อน บอร์ดบริหารมอบหมายให้ผมใช้ทรัพยากรของบริษัทให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่สร้างมูลค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น งานหลักของผมคือการนำทีมบริหารเพื่อทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น”

เขาลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปที่สนามหญ้าที่ถูกหิมะปกคลุม “คุณช่วยให้ผมเห็นว่า IT ไม่ใช่เพียงแค่แผนกแผนกหนึ่ง แต่มันเป็นสิ่งที่แฝงอยู่ทุกที่เหมือนกับไฟฟ้า มันเป็นทักษะ เหมือนกับการที่คนเราต้องอ่านออกเขียนได้หรือทำเลขเป็น ที่ Parts Unlimited เราไม่มีแผนกการอ่านหรือแผนกคณิตศาสตร์ส่วนกลาง เพราะเราคาดหวังว่าทุกคนที่เราจ้างมาควรจะมีทักษะพื้นฐานในเรื่องเหล่านั้น การเข้าใจว่าเทคโนโลยีทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้กลายเป็นความสามารถหลักที่ทุกส่วนของธุรกิจนี้ต้องมี ถ้าผู้จัดการสายธุรกิจคนไหนนำทีมหรือบริหารโปรเจกต์โดยไม่มีทักษะนั้น พวกเขาจะล้มเหลว”

เขากล่าวต่อ “ผมต้องการให้ผู้จัดการสายธุรกิจทุกคนกล้าตัดสินใจในความเสี่ยงที่ผ่านการคำนวณมาแล้ว โดยไม่ทำให้ทั้งองค์กรตกอยู่ในอันตราย ผู้คนทุกที่ในธุรกิจกำลังใช้เทคโนโลยี มันเหมือนกับยุค Wild West อีกครั้ง—ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ธุรกิจที่ไม่สามารถเรียนรู้ที่จะแข่งขันในโลกใหม่นี้ได้ก็จะพินาศไป”

เขาหันกลับมาหาผมแล้วพูดว่า “เพื่อให้ Parts Unlimited อยู่รอดได้ ฝ่ายธุรกิจและ IT จะตัดสินใจแยกจากกันไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่อะไร แต่ผมรู้ว่าด้วยโครงสร้างที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้ เรายังไม่ได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด”

“ผมหารือเรื่องนี้กับบอร์ดบริหารมาตลอดสองเดือนที่ผ่านมา” เขานั่งลงและจ้องมองมาที่ผมโดยตรง ผมรู้จักสีหน้าแบบนี้ดี มันเหมือนกับการประชุมครั้งแรกกับเขาเมื่อปีที่แล้ว นี่คือหน้าตาของเขาเวลาที่พยายามจะโน้มน้าวใครสักคน “ผมประทับใจในผลงานของคุณและสิ่งที่คุณทำให้กับฝ่าย IT คุณใช้ทักษะแบบเดียวกับที่ผมคาดหวังจากใครก็ตามที่นำแผนกการผลิตขนาดใหญ่ของเราใช้”

“ตอนนี้ผมอยากเห็นคุณเติบโตและเรียนรู้ และสร้างทักษะใหม่ๆ เพื่อช่วย Parts Unlimited ได้ดีที่สุด ถ้าคุณพร้อม ผมก็เตรียมที่จะลงทุนในตัวคุณ ผมต้องการให้คุณเข้าสู่แผนพัฒนาแบบเร่งรัด (fast track) เป็นเวลาสองปี คุณจะได้หมุนเวียนงานไปทั้งฝ่ายขาย การตลาด บริหารโรงงาน หาประสบการณ์ในระดับนานาชาติ บริหารความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ที่สำคัญที่สุดของเรา และบริหารจัดการ Supply chain เชื่อผมเถอะว่านี่ไม่ใช่การพักร้อนแน่ๆ คุณจะต้องได้รับความช่วยเหลือ—อย่างมากเลยล่ะ Erik ตกลงที่จะเป็นพี่เลี้ยง (mentor) ให้คุณ เพราะเราทั้งคู่เชื่อว่านี่จะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดเท่าที่คุณเคยทำมา”

“แต่” เขาพูดต่อ “ถ้าคุณทำได้ตามเป้าหมายประสิทธิภาพที่เฉพาะเจาะจงทั้ง 15 ข้อที่เราวางไว้ให้ เราจะย้ายคุณไปรับตำแหน่งรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (Chief Operating Officer - COO) ในอีกสองปีข้างหน้า โดยคุณจะได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Dick ในขณะที่เขาเตรียมตัวเกษียณ ถ้าคุณทำงานหนัก สร้างผลงาน และเดินหมากได้ถูกต้อง คุณจะได้เป็น COO คนต่อไปของบริษัทในอีกสามปี”

ผมรู้สึกว่าตัวเองอ้าปากค้าง ขวดเบียร์มีน้ำเกาะไหลหยดลงบนขาของผม

“คุณยังไม่ต้องตอบตอนนี้ก็ได้” เขากล่าว ดูจะพอใจที่คำพูดของเขาได้ผลตามที่ต้องการ “บอร์ดบริหารครึ่งหนึ่งคิดว่าผมบ้า บางทีพวกเขาอาจจะถูกก็ได้ แต่ผมเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง ผมไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะเป็นรูปเป็นร่างยังไง แต่ผมมั่นใจว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบริษัท สัญชาตญาณบอกผมว่าในอีกสิบปีข้างหน้า เมื่อเรากวาดเศษซากคู่แข่งออกจากพื้นจนเกลี้ยง นี่จะเป็นการเดิมพันที่ทำให้สิ่งนั้นเป็นไปได้”

“ในระหว่างที่เรากำลังวาดฝันถึงแผนการใหญ่นี้ ผมขอบอกไว้เลยว่า” เขากล่าวต่อ “ในอีกสิบปีข้างหน้า ผมมั่นใจว่า COO ทุกคนที่เก่งจริงจะมาจากสายงาน IT คนเป็น COO ที่ไม่เข้าใจระบบ IT ที่ขับเคลื่อนธุรกิจจริงๆ อย่างถ่องแท้ ก็เป็นได้แค่พวก ‘ใส่สูทที่ว่างเปล่า’ ที่ต้องพึ่งพาคนอื่นให้ทำงานแทนให้เท่านั้น”

วิสัยทัศน์ของ Steve ทำให้ผมแทบหยุดหายใจ เขาพูดถูก ทุกสิ่งที่ทีมของผมได้เรียนรู้ รวมถึงสิ่งที่ Chris และ John ได้เรียนรู้ แสดงให้เห็นว่าเมื่อ IT ล้มเหลว ธุรกิจก็ล้มเหลวด้วย มันจึงมีเหตุผลว่าถ้า IT ถูกจัดการให้สามารถนำชัยชนะมาได้ ธุรกิจก็จะชนะไปด้วยเช่นกัน

และ Steve ต้องการผลักดันให้ผมเป็นผู้นำของการเคลื่อนไหวนี้

ผมเนี่ยนะ คนที่ทำงานสาย Technology Operations

ทันใดนั้น ผมก็นึกถึงเรื่องที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงคนหนึ่งของ Erik ตัดสินใจเปลี่ยนสถานะเขาจากจ่าสิบเอกอาวุโส (NCO) ไปเป็นร้อยตรีตัวเล็กๆ บังคับให้เขาต้องปีนบันไดแห่งความสำเร็จอีกครั้งจากจุดต่ำสุดของระดับนายทหาร เห็นได้ชัดว่า Erik มีความกล้าหาญที่จะทำมัน และผลตอบแทนสำหรับเขา (และครอบครัว ถ้าเขามี) ก็ดูจะชัดเจนมาก เขากำลังใช้ชีวิตที่ดูเหมือนจะก้าวข้ามขีดจำกัดปกติไปแล้ว

ราวกับ Steve จะรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ เขาพูดว่า “คุณรู้ไหม ตอนที่ผมกับ Erik เจอ กันครั้งแรกเมื่อหลายเดือนก่อน เขาบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่าง IT และธุรกิจเหมือนกับชีวิตสมรสที่ล้มเหลว (dysfunctional marriage)—ทั้งคู่ต่างรู้สึกไร้อำนาจและถูกอีกฝ่ายจับเป็นตัวประกัน ผมคิดเรื่องนี้มาหลายเดือน และในที่สุดผมก็คิดอะไรบางอย่างออก”

“ชีวิตสมรสที่ล้มเหลวเกิดจากการทึกทักไปว่าธุรกิจและ IT คือสองสิ่งที่แยกจากกัน แท้จริงแล้ว IT ควรถูกหลอมรวมเข้ากับการปฏิบัติงานทางธุรกิจหรือหลอมรวมเข้าไปในตัวธุรกิจเลย นั่นแหละ! แค่นั้นเอง ความตึงเครียดก็จะหมดไป ไม่มีการแต่งงาน และอาจจะไม่มีแผนก IT ด้วยซ้ำ”

ผมได้แต่จ้องมอง Steve ในแง่มุมบางอย่างที่ดูคล้ายกับ Erik สิ่งที่เขาพูดดูเหมือนจะเป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ในวินาทีนั้น ผมตัดสินใจ ผมยังคงต้องปรึกษากับ Paige แต่ผมรู้แน่ชัดว่าการเดินทางที่ Steve ต้องการให้ผมไปนั้นสำคัญ—ทั้งสำหรับตัวผม ครอบครัวของผม และสำหรับวิชาชีพของผมทั้งหมด

“ผมจะลองคิดดูครับ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

Steve ยิ้มกว้างและลุกขึ้นยืน เมื่อผมจับมือที่เขายื่นมา เขาบีบไหล่ผมแน่น “ดีมาก มันจะต้องสนุกแน่ๆ”

ทันใดนั้น เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น และภายในไม่กี่นาที ทีมงานทั้งหมดก็มาถึง—ทั้ง Wes, Patty, John และ Chris—รวมถึง Maggie, Brent, Ann และที่น่าเหลือเชื่อคือแม้แต่ Dick และ Ron ก็มาด้วย

เมื่อปาร์ตี้เริ่มเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ละคนต่างก็เข้ามาแสดงความยินดีกับผมพร้อมแก้วเครื่องดื่มในมือ เห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้เรื่องทั้งหมดอยู่แล้ว รวมถึงข้อเสนอที่น่าตกใจของ Steve ที่ให้ผมเข้าแผนการฝึกฝนสามปีเพื่อเป็น COO คนต่อไป

Dick เดินเข้ามาหาผมพร้อมแก้วสกอตช์ในมือ “ยินดีด้วยนะ Bill ผมตั้งตารอที่จะได้ทำงานร่วมกับคุณอย่างใกล้ชิดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”

หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็พบว่าตัวเองกำลังหัวเราะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย รับคำแสดงความยินดี และแลกเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางที่น่าทึ่งที่เราได้ผ่านมาด้วยกัน

Wes ตบไหล่ผม “ในเมื่อคุณกำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว” เขาพูดด้วยเสียงดังและโผงผางกว่าปกติ “พวกเราทุกคนคิดว่าควรจะให้อะไรบางอย่างเพื่อฉลองความสำเร็จที่เราได้ทำร่วมกัน สิ่งที่คุณสามารถพกติดตัวไปได้เพื่อย้ำเตือนไม่ให้คุณลืมพวกเรา... คุณก็รู้ พวกคนตัวเล็กๆ น่ะ”

ขณะที่เขาเอื้อมมือลงไปในกล่องที่วางอยู่ตรงเท้า เขาก็พูดต่อ “เราเถียงกันอยู่นานว่ามันควรจะเป็นอะไรดี แต่สุดท้ายคำตอบมันก็ชัดเจนมาก...”

เมื่อผมเห็นสิ่งที่เขาดึงออกมาจากกล่อง ผมก็ระเบิดหัวเราะออกมาทันที

“แล็ปท็อปเน่าๆ เครื่องเดิมของคุณไง!” เขาอุทานพลางชูมันขึ้นสูง “น่าเสียดายที่มันใช้งานไม่ได้แล้วเพราะเราเอามันไปเคลือบทอง (bronzing) แตคุณต้องยอมรับนะว่ามันสวยมากใช่ไหมล่ะ?”

ผมจ้องมองมันด้วยความไม่อยากเชื่อ ท่ามกลางเสียงหัวเราะ การตบมือ และเสียงเชียร์ของทุกคน มันคือแล็ปท็อปเครื่องเก่าของผมจริงๆ เมื่อรับมันมาจาก Wes ผมเห็นบานพับที่หักและเทปกาวที่ผมเคยแปะไว้เพื่อยึดแบตเตอรี่ และตอนนี้แล็ปท็อปทั้งเครื่องถูกเคลือบด้วยสีทองหนาเตอะ และมันถูกติดตั้งอยู่บนฐานไม้มาฮอกกานี

ที่ด้านล่างของฐานมีป้ายทองเหลืองสลักไว้ ผมอ่านออกเสียงว่า “เพื่อระลึกถึง Bill Palmer ผู้จากไป ตำแหน่ง VP of IT Operations” พร้อมกับระบุปีที่ดำรงตำแหน่งในวงเล็บ

“ให้ตายเถอะพวกคุณ” ผมพูดด้วยความซึ้งใจจริงๆ ในสิ่งที่พวกเขาทำ “พวกคุณพูดเหมือนผมตายไปแล้วเลย!”

ทุกคนหัวเราะ รวมถึง Steve ด้วย ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว และผมพบว่าตัวเองแปลกใจที่รู้สึกสนุกขนาดนี้ ปกติผมไม่ใช่คนชอบเข้าสังคม แต่คืนนี้ ผมรู้สึกเหมือนได้อยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงและเพื่อนร่วมงานที่ผมเคารพ ไว้วางใจ และชอบพอจริงๆ

หลังจากนั้นสักพัก Erik ก็มาถึง เขาเดินตรงมาหาผม หยุดพินิจพิจารณาแล็ปท็อปเคลือบทองเครื่องนั้น “คุณรู้ไหม แม้ผมจะให้โอกาสคุณแค่ห้าสิบ-ห้าสิบที่จะล้มเลิกกลางคัน แต่ผมก็ยังเชื่อในตัวคุณนะ” เขาพูดพลางยืนอยู่ตรงหน้าผมและจิบเบียร์อึกใหญ่ “ยินดีด้วยนะเจ้าหนู คุณคู่ควรกับมันแล้ว”

“ขอบคุณครับ” ผมพูด ยิ้มกว้าง และรู้สึกซึ้งใจกับคำชมที่หาได้ยากยิ่งจากเขา

“เออ แต่ก็อย่าทำให้ผมผิดหวังล่ะ” เขาพูดเสียงเข้ม “ผมไม่เคยชอบเมืองนี้เลย และคุณกำลังทำให้ผมต้องบินมาที่ไอ้สนามบินเฮงซวยนี่ไปอีกหลายปี ถ้าคุณทำพัง ทุกอย่างที่ทำมาก็จะสูญเปล่า”

“ผมจะทำให้ดีที่สุดครับ” ผมพูดด้วยความมั่นใจอย่างประหลาด “เดี๋ยวนะครับ ผมนึกว่ายังไงคุณก็ต้องมาเมืองนี้เพื่อประชุมบอร์ดบริหารอยู่แล้วเสียอีก?”

“หลังจากที่ผมเห็นอะไรหลายๆ อย่าง ผมไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนั้นแล้วล่ะ!” Erik พูดพลางหัวเราะเสียงดัง “ผมคิดว่า Parts Unlimited กำลังจะทำเงินมหาศาล เดี๋ยวเราจะได้เห็นกันว่าคู่แข่งของคุณเก่งแค่ไหน แต่ผมสงสัยว่าพวกเขาจะไม่รู้ตัวเลยว่าโดนอะไรเข้าไป สำหรับผม นี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีลอยๆ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน ภายในไม่กี่สัปดาห์ ผมน่าจะเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของบริษัทนี้ สิ่งสุดท้ายที่ผมต้องการคือข้อมูลวงใน (insider information) มากมายที่จะมาจำกัดความสามารถของผมในการซื้อและขายหุ้น!”

ผมจ้องมอง Erik เขามีเงินมากพอที่จะเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของเรา แต่ยังแต่งตัวเหมือนพนักงานในสายการผลิตเนี่ยนะ? ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะใส่ใจเรื่องเงินขนาดนี้

ในที่สุดผมก็ถามออกไปอย่างทื่อๆ “ที่ว่า ‘ข้อมูลวงใน’ หมายความว่ายังไงครับ?”

“ผมเชื่อมานานแล้วว่าการบริหารจัดการ IT ได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้เป็นเพียงความสามารถที่สำคัญเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จของบริษัทที่สำคัญอีกด้วย” เขาอธิบาย “วันหนึ่งผมอยากจะตั้งกองทุน Hedge fund ที่ลงทุนในบริษัทต่างๆ โดยจะถือสถานะซื้อ (long position) ในบริษัทที่มีองค์กร IT ที่ยอดเยี่ยมซึ่งช่วยให้ธุรกิจชนะ และจะถือสถานะขาย (short) ในบริษัทที่ IT ทำให้ทุกคนผิดหวัง ผมว่าเราจะรวยเละเลยล่ะ จะมีวิธีไหนดีไปกว่านี้ที่จะบีบให้ CEO รุ่นต่อไปหันมาใส่ใจเรื่อง IT?”

เขากล่าวต่อ “ผมทำแบบนั้นไม่ได้ถ้าผมยังติดพันอยู่กับตำแหน่งกรรมการบอร์ดในบริษัทพวกนี้ มันดูไม่ดี (bad optics) และอาจมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยกับ SEC (กลต.) ผู้ตรวจสอบบัญชี และอะไรพวกนั้น”

“อ้อ ครับ” ผมตอบ

“เฮ้ ขอโทษที่ขัดจังหวะครับ” John แทรกขึ้นมา “แต่ผมอยากจะมาแสดงความยินดีและขอบคุณครับ” จากนั้นเขาก็ยื่นมือไปจับมือกับ Erik แล้วพูดว่า “และขอบคุณคุณด้วยเช่นกันครับ ท่าน”

Erik เมินมือของเขา และจ้องมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็หัวเราะและจับมือที่ยื่นมานั้น “คุณมาได้ไกลมากนะ John ทำได้ดีมาก และจะว่าไป ผมชอบลุคใหม่ของคุณนะ ดูเป็นแนว Euro discotheque มาก”

“ขอบคุณครับ Erkel” เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ผมคงทำไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ ผมซึ้งใจจริงๆ”

“ด้วยความยินดี” Erik พูดอย่างร่าเริง “แค่แต่อย่าไปคลุกคลีกับพวกผู้ตรวจสอบบัญชีมากเกินไปล่ะ มันไม่ดีต่อใครทั้งนั้น”

John พยักหน้าเห็นด้วยและกลับเข้าไปในปาร์ตี้ Erik หันมาหาผมและพูดแบบกระซิบกระซาบว่า “นั่นน่ะ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งมากเลยว่าไหม?”

ผมหันไปมอง John เขากำลังหัวเราะและกำลังลับฝีปากกับ Wes

“แล้ว” Erik พูดขัดจังหวะความคิดของผม “คุณมีแผนยังไงสำหรับองค์กร IT ที่เหลือ? เมื่อได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว คุณก็มีตำแหน่งว่างที่ต้องเติมเต็มนะ”

ผมหันกลับไปหา Erik “คุณรู้ไหม ผมไม่เคยคาดการณ์เรื่องนี้ได้เลยจริงๆ” Erik พ่นลมหายใจอย่างไม่แยแส ซึ่งผมเมินเฉยต่อเขา “Wes, Patty และผมได้คุยเรื่องนี้กันมาเยอะมาก ผมมั่นใจว่าจะเลื่อนตำแหน่งให้ Patty เป็น VP ของ IT Operations เธอเป็นคนที่ใกล้เคียงกับผู้จัดการโรงงานสำหรับฝั่ง IT Operations ที่สุดที่เรามี และเธอจะทำผลงานได้ยอดเยี่ยมแน่นอน” ผมพูดพร้อมรอยยิ้ม

“ตัวเลือกที่ดี” เขาตอบ “แต่เธอไม่ได้ดูเหมือนผู้จัดการ IT Operations ทั่วไปเลยนะ... แล้ว Wes ล่ะ?”

“เชื่อหรือไม่ก็ตาม Wes บอกชัดเจนว่าเขาไม่อยากเป็น VP ของ IT Operations ครับ” ผมตอบ และพูดต่อด้วยความมั่นใจที่น้อยลง “ถ้าผมต้องออกจากตำแหน่ง CIO ในอีกสองปี ผมว่า Wes คงต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ ถ้าผมมีไม้กายสิทธิ์ ผมอยากให้เขามารับช่วงต่อจาก Patty ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย IT Operations และให้ Patty ขึ้นเป็น CIO คนต่อไป แต่ผมจะเตรียมทุกคนให้พร้อมได้ยังไงถ้า Steve ยังสาดความรับผิดชอบมาให้ผมไม่หยุดแบบนี้?”

Erik กลอกตา “ให้ตายเถอะ คุณกำลังเบื่อกับบทบาทปัจจุบันของคุณอยู่ และคุณกำลังจะหายเบื่อในไม่ช้า... อย่างรวดเร็วด้วย และจำไว้ว่ามีคนที่มีประสบการณ์รอบตัวคุณมากมายที่ผ่านการเดินทางที่คล้ายคลึงกันมาแล้ว ดังนั้นอย่าเป็นไอ้งั่งที่ล้มเหลวเพียงเพราะเขาไม่ขอความช่วยเหลือล่ะ”

เขาหันหลังเตรียมจะจากไป แต่แล้วก็หันกลับมามองผมด้วยสายตาเป็นประกาย “พูดถึงเรื่องการช่วยเหลือคนอื่น ผมว่าคุณติดค้างอะไรผมอยู่บางอย่างนะ”

“แน่นอนครับ” ผมตอบอย่างจริงใจ พลางนึกสงสัยขึ้นมาทันทีว่าผมถูกวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นเลยหรือเปล่า “อะไรก็ได้ที่คุณต้องการ แค่บอกมาคำเดียวครับ”

“ผมต้องการให้คุณช่วยยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานในการบริหารจัดการเทคโนโลยีขององค์กรต่างๆ ยอมรับเถอะว่า ชีวิตในสายงาน IT มันค่อนข้างห่วยแตกเมื่อถูกเข้าใจผิดและบริหารจัดการผิดพลาด มันกลายเป็นงานที่ปิดทองหลังพระและน่าหงุดหงิด เมื่อผู้คนตระหนักว่าพวกเขาไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้ เหมือนกับหนังสยองขวัญที่ฉายซ้ำไปมาไม่จบสิ้น ถ้าแบบนั้นไม่เรียกว่าทำลายคุณค่าในตัวเองของมนุษย์ ผมก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว เรื่องนี้ต้องเปลี่ยน” เขาพูดอย่างกระตือรือร้น “ผมต้องการปรับปรุงชีวิตของคนทำงาน IT หนึ่งล้านคนในอีกห้าปีข้างหน้า เหมือนที่มีคนฉลาดเคยบอกผมไว้ว่า ‘ศาสดาเป็นเรื่องดี แต่คัมภีร์นั้นดีกว่า’”

เขากล่าวว่า “ผมต้องการให้คุณเขียนหนังสือ บรรยายถึงวิถีทั้งสาม (Three Ways) และวิธีที่คนอื่นจะสามารถทำตามการเปลี่ยนแปลงที่คุณทำสำเร็จที่นี่ที่ Parts Unlimited ตั้งชื่อมันว่า The DevOps Cookbook และแสดงให้เห็นว่า IT จะสามารถกู้คืนความไว้วางใจจากฝ่ายธุรกิจและยุติสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ที่ดำเนินมาหลายสิบปีได้อย่างไร คุณทำให้ผมได้ไหม?”

เขียนหนังสือเนี่ยนะ? เขาคงไม่ได้พูดเล่นใช่ไหม

ผมตอบว่า “ผมไม่ใช่คนเขียนหนังสือ ผมไม่เคยเขียนหนังสือมาก่อนเลย อันที่จริง ผมไม่ได้เขียนอะไรที่ยาวกว่าอีเมลมาเป็นสิบปีแล้วด้วยซ้ำ”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงเข้มโดยไม่ตลกด้วย “ก็เรียนรู้สิ”

ผมส่ายหัวครู่หนึ่ง แล้วในที่สุดก็พูดว่า “แน่นอนครับ มันจะเป็นเกียรติและเป็นสิทธิพิเศษอย่างยิ่งที่จะได้เขียน The DevOps Cookbook ให้คุณ ในขณะที่ผมกำลังเริ่มออกเดินทางไปสู่สิ่งที่น่าจะเป็นสามปีที่ท้าทายที่สุดในอาชีพการงานของผม”

“ดีมาก มันจะเป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยม” เขาพูดพลางยิ้ม แล้วตบไหล่ผมอีกครั้ง “ไปสนุกกับค่ำคืนนี้เถอะ คุณคู่ควรกับมันแล้ว”

ไม่ว่าผมจะมองไปทางไหน ผมเห็นผู้คนที่กำลังสนุกสนานและเพลิดเพลินกับเพื่อนฝูงอย่างแท้จริง ผมถือเครื่องดื่มในมือและครุ่นคิดว่าเรามาได้ไกลขนาดไหน ในช่วงเริ่มต้นโปรเจกต์ Phoenix ผมสงสัยว่าจะมีใครในกลุ่มนี้จินตนาการออกไหมว่าเราจะได้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘Super-tribe’ (เผ่าพันธุ์ที่เหนือกว่า) ที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่ Dev หรือ Ops หรือ Security มีคำคำหนึ่งที่เราได้ยินบ่อยขึ้นในช่วงหลัง นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “DevOps” บางทีทุกคนที่มาร่วมปาร์ตี้นี้อาจจะเป็นรูปแบบหนึ่งของ DevOps แต่ผมสงสัยว่ามันเป็นมากกว่านั้นมาก มันคือ Product Management, Development, IT Operations และแม้แต่ Information Security ที่ทำงานร่วมกันและสนับสนุนซึ่งกันและกัน แม้แต่ Steve ก็เป็นส่วนหนึ่งของ Super-tribe นี้ด้วย

ในวินาทีนั้น ผมปล่อยให้ตัวเองรู้สึกภูมิใจในตัวทุกคนในห้องนี้อย่างเหลือเชื่อ สิ่งที่เราทำสำเร็จนั้นน่าทึ่งมาก และแม้ว่าอนาคตของผมอาจจะมีความไม่แน่นอนมากกว่าครั้งไหนๆ ในอาชีพของผม แต่ผมกลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากกับความท้าทายในปีต่อๆ ไปที่กำลังจะมาถึง

ขณะที่ผมจิบเบียร์อีกอึก มีบางอย่างสะดุดตาผม คนกลุ่มหนึ่งเริ่มมองไปที่โทรศัพท์ของพวกเขา ครู่ต่อมา ที่อีกด้านหนึ่งของห้อง Developer คนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ Brent ก็กำลังจ้องมองโทรศัพท์ของเขาเช่นกัน โดยมีทุกคนรุมล้อมอยู่รอบตัวเขา

สัญชาตญาณเก่าๆ เริ่มทำงาน ผมมองไปรอบๆ ห้องเพื่อหา Patty อย่างเร่งด่วน ซึ่งเธอกำลังมุ่งตรงมาหาผม โดยถือโทรศัพท์อยู่ในมือแล้ว

“ก่อนอื่นเลย ยินดีด้วยนะคะบอส” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก “คุณอยากฟังข่าวร้ายหรือข่าวดีก่อนดีคะ?”

ผมหันไปหาเธอและพูดด้วยความรู้สึกสงบและมีสันติสุขในใจ “เราเจออะไรเข้าล่ะ Patty?”