บางคนรู้สึกว่าไม่มีที่ว่างสำหรับความเป็นปัจเจกในทีมขนาดใหญ่หรือโปรเจกต์ที่ซับซ้อน พวกเขาบอกว่า “ซอฟต์แวร์เป็นศาสตร์ทางวิศวกรรม ที่จะพังทลายลงถ้าสมาชิกในทีมแต่ละคนตัดสินใจกันเอาเองตามใจชอบ”

แต่เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

การสร้างซอฟต์แวร์ ควรจะ มีความเป็นวิศวกรรมอยู่ในตัว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีที่ว่างสำหรับงานฝีมือของแต่ละคน ลองนึกถึงมหาวิหารขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นในยุโรปช่วงยุคกลางดูสิครับ แต่ละแห่งใช้ความพยายามนับพันคน-ปี กระจายอยู่ตลอดหลายทศวรรษ บทเรียนที่ได้เรียนรู้ถูกส่งต่อไปยังช่างรุ่นถัดไป ซึ่งพัฒนาความก้าวหน้าทางวิศวกรรมโครงสร้างขึ้นไปอีกด้วยผลงานของพวกเขาเอง แต่ช่างไม้ ช่างตัดหิน ช่างแกะสลัก และช่างกระจก ต่างก็เป็นช่างฝีมือทั้งสิ้น พวกเขาตีความข้อกำหนดทางวิศวกรรมเพื่อสร้างสรรค์ผลงานโดยรวมที่ก้าวข้ามมิติเชิงกลไกล้วนๆ ของการก่อสร้างไปได้ ความเชื่อในคุณค่าของผลงานแต่ละคนนี่เองที่ค้ำจุนโครงการเหล่านี้ไว้ได้ นั่นคือ พวกเราที่เพียงแค่สกัดหิน ก็ยังต้องมองเห็นภาพมหาวิหารอยู่ในใจเสมอ

ภายในโครงสร้างโดยรวมของโปรเจกต์หนึ่งๆ จะมีที่ว่างสำหรับความเป็นปัจเจกและงานฝีมือเสมอ และนี่เป็นเรื่องจริงยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อพิจารณาสถานะปัจจุบันของวิศวกรรมซอฟต์แวร์ อีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า วิศวกรรมของเราอาจดูล้าสมัยพอๆ กับที่เทคนิคของช่างสร้างมหาวิหารยุคกลางดูล้าสมัยในสายตาวิศวกรโยธาสมัยนี้ แต่งานฝีมือของเราจะยังคงได้รับการยกย่องอยู่เสมอครับ